Jul
15
ช่วงนี้มองไปทางไหนก็เห็นผู้คนใส่หน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า เนื่องมาจากการระบาดอย่างหนักของไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) ทุกคนก็ต่างป้องกันตัวเองกันสุด ๆ เพื่อไม่ให้เป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ช่วงนี้มีการระบาดหนักมากมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ทั่วโลกระบาดหนัก แต่ประเทศไทยก็ไม่ค่อยมีคนเป็นไข้หวัดกันซักเท่าไร การควบคุมยังไม่ค่อยมีประสิทธิิภาพ หรือผู้คนไม่ค่อยสนใจในการดูแลตัวเอง แต่ ณ ขณะนี้สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ก็คือ ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด อย่าให้ติดไข้หวัดใหญ่ 2009 มาก็เป็นพอ
จากการฟังข่าว คนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่ด้วย แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ (ถ้ามีปาปริก้า เกี่ยวกันไหมเนี้ย
) เสมอ วันนี้เลยมีข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) มาฝากให้ทุกคนได้เตรียมการรับมอง
ต้องขอบคุณข้อมูลจาก สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1
เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน พบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่ไปยังอีกหลายประเทศ
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก
การแพร่ติดต่อ
การแพร่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดจากการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายในระยะ 1 เมตร เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย แต่บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วยช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด ระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน
อาการป่วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
การรักษา
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีแพทยจ์ ะพจิารณาใหย้าตา้นไวรสั คอื ยาโอลเซลทามเิวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วัน หลังเริ่ม ป่วย จะให้ผลการรัก ษาดีผู้ป่วยที่อาการไม่มาก เช่น ไข้ต่ำ ๆ ตัวไม่ร้อนจัด และยังรับประทานได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก หรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษาที่บ้าน ได้โดยรับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้
พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ วิตามิน เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็นดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็น
พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้น
ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่มี
อากาศถ่ายเทดี
การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
- หากต้องดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที
- ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหารผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
- ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
- หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ไอ จาม
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา
การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ
- หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงานหยุดเรียน เป็นเวลา 3 – 7 วัน ซึ่งจะช่วยลด การแพร่ระบาดได้มาก
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
ใส่ใจ ห่วงใยคนรอบข้าง สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ
สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข
ขอคำแนะนำหรือติดตามข้อมูล
เพิ่มเติมที่
ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค
โทร. 02 590 3333
เว็บไซต์สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
http://beid.ddc.moph.go.th